“อย่าเอาของเขามาเป็นของเรา”
น่าจะเป็นคำกล่าวที่เข้ากับหนังดราม่าที่เล่นกับประเด็นความรักและครอบครัวเรื่องนี้ได้ดีที่สุด
ตัวหนังสะท้อนการต่อสู้ระหว่างสามัญสำนึกและความรักได้ดี ยิ่งถ่ายทอดผ่านการแสดงของ Michael Fassbender แล้ว ต้องยอมรับว่าเขาทำให้เรานับถือในตัว “ทอม” ตัวเอกของเรื่องได้จริงๆ

หลังจากดูจบ เราคิดว่าแสงของประภาคารที่เป็นพื้นเรื่อง หรือ “Light” ในชื่อเรื่อง นอกจากจะสื่อถึงแสงจริงๆ ตามหน้าที่นายประภาคารของทอมแล้ว ยังสื่อถึงตัวเด็กน้อยที่เข้ามาเป็นแสงสว่างให้กับชีวิตของอิสซาเบลและทอมในช่วงเวลาหนึ่งก่อนจะหายไป และแน่นอนว่าสื่อถึงความรักของทอมที่มีต่ออิสซาเบล จนกลายเป็นแสงนำทางให้เธอคิดได้และกลับเข้ามาสู่เส้นทางที่ถูกต้องในที่สุด

ดูแล้วก็คิดนะว่าถ้าต้องไปอยู่บนเกาะที่ห่างไกลผู้คน ซ้ำยังสูญเสียลูกน้อยถึงสองครั้งสองครา ผู้หญิงบอบบางทางความรู้สึกอย่างเราจะทนได้ไหม ถึงจะมีสามีแสนดีอยู่ข้างกายก็เถอะ แอบเข้าใจอิสซาเบล พร้อมกับเอาใจช่วยว่าเธอจะปล่อยวางทิฐิและเอาชนะความรู้สึกรักที่ท่วมท้นจิตสำนึกที่ถูกต้องได้ไหม
สำหรับคนที่ไม่ชอบความน้ำเน่า บอกไว้เลยว่าเรื่องนี้มีความเมโลดราม่าสูงมาก แต่สำหรับใครที่ชอบเรื่องราวบีบเค้นหัวใจ ไปดูเถอะ อย่าลืมเตรียมผ้าเช็ดหน้าหรือทิชชู่ไปด้วยล่ะ

…8/10 คือคะแนนที่เทให้เรื่องนี้ แม้จะน้ำเน่าไปหน่อย แต่ภาพสวย องค์ประกอบดี ที่สำคัญฝีมือการแสดงของ Michael Fassbender รวมถึงตัวเอกอีกสองคนทั้ง Alicia Vikander และ Rachel Weisz ทำให้อินได้จริง ที่ได้ใจไปเต็มๆ คือน้อง Florence Clery น่ารักมากกกกกก (แอบให้คะแนนเพิ่มเป็นการส่วนตัว)
account_circle