ดาโกต้า จอห์นสัน,SUSPIRIA,dakota johnson,นักแสดงฮอลลีวูด

ดาโกต้า จอห์นสัน นักแสดงสาวสุดเร่าร้อนกับบทบาทสุดหลอนในภาพยนตร์ SUSPIRIA

Alternative Textaccount_circle
event
ดาโกต้า จอห์นสัน,SUSPIRIA,dakota johnson,นักแสดงฮอลลีวูด
ดาโกต้า จอห์นสัน,SUSPIRIA,dakota johnson,นักแสดงฮอลลีวูด

คุยกับ ลูกา กัวดาญิโน่ ผู้รับหน้าที่สานต่อเรื่องราวสุดสยองระดับตำนานในภาพยนตร์ “SUSPIRIA” ฉบับรีเมคปี 2018

ลูกา กัวดาญิโน่,ดาโกต้า จอห์นสัน,SUSPIRIA,dakota johnson,นักแสดงฮอลลีวูด

“ผมอยากจะให้ผลงานชิ้นนี้เป็นหนังที่คุณดูแล้วจิตตกมากที่สุด” นี่คือคำกล่าวของ ลูกา กัวดาญิโน่ ผู้กำกับมากฝีมือชาวอิตาลี ผู้เคยฝากความประทับใจแก่คอหนังทั่วโลกไว้ในผลงานคุณภาพ อย่าง “Call Me by Your Name(2017)”  เมื่อเขาพูดถึงภาพยนตร์เรื่องใหม่ของเขาที่รีเมคจากหนังสยองขวัญคลาสสิคระดับตำนานที่ใช้ชื่อเดียวกันว่า “SUSPIRIA”

โดยก่อนหน้านี้ ลูกา กัวดาญิโน่ ออกมาเผยว่าตัวเขามีความคลั่งไคล้ในหนังเรื่องนี้มาตั้งแต่ช่วงที่เขายังเด็ก ตอนที่อายุ 14 ปี เขาได้วาดโปสเตอร์ของ “SUSPIRIA” ในแบบฉบับของเขาลงบนสมุดจดรายงานของโรงเรียน และ 3ทศวรรษต่อมา ชื่อของเขาก็ได้ดังก้องไปทั่วโลกด้วยผลงานภาพยนตร์รักโรแมนติก “Call Me by Your Name” ที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 4 สาขา รวมถึงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และสิ่งนี้เองก็ได้เป็นกุญแจดอกสำคัญที่นำไปสู่การสานฝันในวัยเด็กของเขาให้กลายเป็นความจริง

สำหรับภาพยนตร์เรื่อง “Suspiria” ของ ลูกา ได้เปิดม่านฉายเป็นครั้งแรกบนเวทีของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองเวนิส เมื่อวันที่ 1 กันยายน ที่ผ่านมา เรื่องราวของหนังเกิดขึ้นในปี1977 ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับที่ภาคต้นฉบับเปิดฉายในโรงภาพยนตร์เป็นครั้งแรก บอกเล่าเรื่องราวของนักเต้นสาวผู้มีพรสวรรค์ (รับบทโดย ดาโกต้า จอห์นสัน) ที่ได้เข้าร่วมคณะบัลเลต์ชื่อดัง แต่ในเวลานั้นเธอไม่ได้รู้ตัวเลยว่าคณะแห่งนั้นมีความชั่วร้ายบางอย่างแอบแฝงอยู่  โดยผู้กำกับ ลูกาได้เผยถึงเหตุผลว่า ทำไมเขาถึงคาดหวังให้ “Suspiria” เวอร์ชั่นนี้ทำให้คนดูรู้สึกจิตตก และเขาใช้วิธีอะไรถึงทำให้เจ้าพ่อฟรอนท์แมนแห่งวงอัลเตอร์เนทีฟร็อกชื่อดัง Radiohead อย่าง  ทอม ยอร์ก ยินยอมแต่งเพลงประกอบให้กับเขา

Q: อะไรคือสิ่งที่คุณรู้สึกหลังจากได้ดูหนังต้นฉบับของ “Suspiria” เป็นครั้งแรก

ผมรู้สึกกลัวมากๆ ครับ แต่ในความกลัวนั้นผมก็ยังรู้สึกได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่ดึงดูดผมเข้าหามัน และผมก็คิดว่าแรงดึงดูดนั้นยังส่งผลกระทบกับผมอยู่จนถึงทุกวันนี้ ซึ่งผมว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลกนะครับ ถ้าสาเหตุนั้นมันมาจากผลงานชิ้นเอกอย่างเช่น “Suspiria” ผมรู้สึกว่าภาพยนตร์ของผมนั้นมีส่วนที่บ่งบอกตัวตนที่แท้จริงของผม คนที่ได้ดูจะบอกได้ว่าผมรู้สึกคลั่งไคล้มันมากแค่ไหน มันคือสิ่งที่กลั่นกรองมาจากความเพ้อฝันของผม ความชอบของผม และความคิดของผม ผมอยากจะคิดว่ามันคือภาพยนตร์ส่วนตัวของผมด้วยซ้ำ เพราะทุกอย่างที่ผมมีนั้นเริ่มต้นจากมัน

Q: อะไรคือสิ่งที่คุณชอบเกี่ยวกับ “Suspiria”

ในมุมมองของผม “Suspiria” คือเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างคุณแม่และลูกสาวของเธอ และสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อความสัมพันธ์นั้นได้ถูกสลับกัน สิ่งเหล่านี้คือส่วนหนึ่งที่หล่อหลอมขึ้นมาเป็นตัวผม ผมคิดว่าไม่ว่าคุณจะดูภาพยนตร์เรื่องไหน คุณก็จะหยิบสิ่งใกล้ตัวคุณมาเปรียบเทียบกับหนังเรื่องนั้นครับ

Q: คำว่า “แม่” มีความหมายอย่างไรกับเหล่าแม่มด

ผมคิดว่าแม่มดเหล่านั้นมารวมตัวกันเพราะพวกเธอต้องการสังคมที่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียว ถ้าหากเราย้อนกลับไปดูในอดีต เราจะเห็นว่าแท้จริงแล้วเรื่องราวของแม่มดมาจากความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงในช่วงที่สังคมส่วนใหญ่ยังไม่ได้ให้รับการยอมรับพวกเธอ ความคิดด้านพลังของแม่มดนั้นมาจากผู้หญิงที่มีอำนาจ ผู้หญิงที่มีรูปโฉมที่สวยงาม ความจริงเหล่านั้นได้ถูกบิดเบี้ยว พวกเธอก็ถูกตีตราบาปด้วยการนำศาสนามาอ้าง พวกเธอได้กลายเป็นกลุ่มคนที่ทำข้อตกลงกับปีศาจ สิ่งที่ผมสนใจในตัวแม่มดนั้นเกี่ยวข้องกับความรู้ด้านจิตวิเคราะห์ พวกเขาเรียกกันว่าแนวคิดของ “แม่ที่โหดร้าย” ซึ่งแนวคิดนี้ก็ได้ปรากฎอยู่ในบางศาสนาด้วยเช่นกัน อย่างเช่น เจ้าแม่กาลี

ดาโกต้า จอห์นสัน,SUSPIRIA,dakota johnson,นักแสดงฮอลลีวูด

Q: ทำไมคุณถึงเลือกใช้โทนสีของภาพยนตร์ที่แตกต่างจากหนังต้นฉบับ

 ผมไม่คิดว่าเรากำลังพยายามสร้างหนังที่สวนทางกับความคิดของ ดาริโอ อาร์เจนโต ครับ ผมคิดว่า “Suspiria” ของผมนั้นเต็มไปด้วยสีสันอยู่แล้ว แต่พวกเราเลือกการใช้สีคนละวิธีกับหนังต้นฉบับ ลูเชียโน่ โทโวลี เป็นผู้กำกับภาพคู่ใจของ ดาริโอ และพวกเขาก็ได้เลือกใช้วีธีที่ค่อนข้างแหวกแนวในการบรรรยายถึงความหวาดกลัวในภาพยนตร์ของพวกเขา นั่นก็คือการใช้สีสันอันรุนแรง รวมถึงองค์ประกอบอื่นๆ ในฉาก ซึ่งไอเดียของพวกเขาได้เข้าไปมีบทบาทในความคิดของผู้สร้างภาพยนตร์คนอื่นทั่วโลก


Q: ทีมของคุณได้ทำการศึกษาอะไรมาบ้างถึงได้ภาพเช่นนั้น

สำหรับผม ผมมักจะคิดอยู่เสมอถึงเรื่องเซ็ตติ้งของหนังก่อนที่ผมจะตัดสินใจเรื่องแสงและสีที่จะใช้ในเรื่อง และนี่ก็คือหนังเกี่ยวกับกรุงเบอร์ลิน ปี 1977 ประเทศที่กำลังจะเกิดสงครามกลางเมือง ที่ๆ ซึ่งดินแดนถูกแบ่งแยกเป็นเวลาชั่วอายุคน ความหวาดกลัวของอดีตกาลเผชิญกับความรุนแรงของปัจจุบัน มันคือช่วงที่ถูกเรียกว่าเหตุการณ์เยอรมันออทั่ม พวกเราเริ่มค้นหาภาพในช่วงเวลานั้น โดยเฉพาะภาพจากผลงานภาพยนตร์ของผู้กำกับ ไรเนอร์ ฟาสไบน์เดอร์ และเราก็เริ่มคิดถึงเหตุผลว่า ทำไมศิลปินอย่าง บัลทัส ถึงสามารถวาดภาพที่มีทั้งความสยองและความหวาดกลัวได้ เหตุผลเหล่านี้ทำให้ ผู้ออกแบบงานสร้าง อินบาล ไวน์เบิร์ก ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย กีเลีย ปิแอร์แซนธี ผู้กำกับภาพ สยมภู มุกดีพร้อม และผม ตกลงว่าพวกเราจะใช้สีน้ำตาลดำ และน้ำเงินเขียว เป็นหลัก เพื่อเป็นสัญญาณรำลึกถึงเหตุการณ์เยอรมันออทั่ม สิ่งเหล่านี้ก็คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงไม่ใช้สีเดียวแบบต้นฉบับ

Q: ตัวอย่างภาพในหนังของคุณนั้นดูแล้วค่อนข้างทำให้จิตตก คุณคิดว่าคนดูจะรู้สึกตกใจกับมันบ้างไหม

ผมหวังว่าคนที่ดูหนังเรื่องนี้จะได้รับกับประสบการขวัญผวาที่แผ่ซ่านลึกลงไปใต้ผิวหหนังและลามไปจนถึงไขสันหลัง ผมอยากจะให้ผมอยากจะให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่คุณดูแล้วจิตตกมากที่สุด นี่คือหนังที่เกี่ยวกับความเสื่อมโทรมของโลกและด้านมืดของมันครับ

 บทสัมภาษณ์ยังไม่จบนะจ๊ะ คลิกไปหน้าสามโลด

สุดสัปดาห์

keyboard_arrow_up